ประวัติและพัฒนาการ จากปอเนาะโต๊ะครูแก่ (ปอเนาะทุ่งจีน) ถึง โรงเรียนมุสลิมสันติธรรมมูลนิธิ
โต๊ะครูฮัจยียะโกบ สุมาลี
อาจารย์ฮัจยีฮุสเซน สุมาลี
ศูนย์กลางของการศึกษาศาสนาของมุสลิมทั่วโลกในสมัยก่อนนั้น ได้แก่มัสยิดฮารอม นครมักกะฮ์ และมัสยิดนาบี นครมาดีนะฮ์ ประเทศซาอุดิอาระเบีย แต่สำหรับมุสลิมในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ไม่สามารถส่งบุตรหลานไปศึกษายัง 2 แหล่งดังกล่าวได้นั้น ก็มักจะส่งไปยังเมืองฟาฎอนี (ปัตตานี) เมืองกลันตัน หรือเมืองเกอเดาะห์ (เมืองไทรบุรี) ประเทศมาเลเซีย ซึ่งทั้ง 3 เมืองดังกล่าวได้ผลิตอูลามะอฺที่สำคัญของภูมิภาคนี้เป็นจำนวนมาก แต่เนื่องจาก 3 แหล่งศึกษาดังกล่าวใช้ภาษามลายูในการเรียนการสอน ซึ่งจะเป็นปัญหากับมุสลิมที่ไม่ใช้ภาษามลายูเป็นภาษาหลัก เช่น มุสลิมในเขตภาคใต้ตอนบน เขตชายฝั่งทะเลอันดามัน เขตภาคกลาง และเขตอื่น ๆ ของประเทศไทย พี่น้องมุสลิมในเขตดังกล่าวจึงไม่สามารถหาแหล่งศึกษาศาสนาในระดับสูงให้แก่บุตรหลานได้ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ท่าน โต๊ะครูฮัจยียะโกบ สุมาลี ซึ่งขณะนั้นทำการสอน ณ มัสยิดฮารอม นครมักกะฮ์ ซาอุดิอารบียจึงได้ตัดสินใจเดินทางกลับมาตุภูมิเพื่อเปิดสถานศึกษาศาสนาให้แก่พี่น้องมุสลิมในเขตภาคใต้ตอนบน ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีสถานศึกษาศาสนาในระดับสูง
โดยท่านเริ่มเปิดทำการสอนแบบปอเนาะครั้งแรกที่บ้านตาล ในปี พ.ศ. 2480 ไม่ไกลจากวัดบ้านตาลมากนัก ท่านสอนที่บ้านตาลได้ประมาณ 1 ปี ก็ได้มีชาวบ้านขอร้องให้ไปสอนในหมู่บ้านต่าง ๆ ท่านจึงได้ย้ายที่ทำการสอนหลายครั้ง เช่น ย้ายจากบ้านตาลไปยังบ้านนาเคียน (สอนประมาณ 5 ปี) (ปัจจุบันอยู่ที่บริเวณหมู่ที่.... ของตำบลนาเคียน) และบ้านวัดโหนด (สอนประมาณ 1 ปี) (อยู่บริเวณตรงข้ามมัสยิดแสงจันทร์ในปัจจุบัน) จนสุดท้ายปี พ.ศ. 2490 มาเปิดทำการสอนอย่างถาวรที่บ้านทุ่งจีน อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ในปอเนาะ นอกจากมีนักเรียนหญิงชายมาปลูกสร้างปอเนาะอยู่กันเองแล้ว ยังมีชาวบ้านเป็นครอบครัวมาสร้างอาศัยอยู่ในบริเวณปอเนาะหลายครอบครัว โดยมาจากหลายจังหวัดในภาคใต้ และหลายท้องถิ่นในจังหวัดนครศรีธรรมราช และเมื่อเกิดพายุแฮเรียตในปี พ.ศ. 2505 ถล่มภาคใต้ของประเทศไทย หนักสุดที่แหลมตะลุมพุก อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ทำให้อาคารบาลาย ปอเนาะนักเรียน ปอเนาะชาวบ้าน บ้านโต๊ะครู ตลอดตนต้นไม้ในปอเนาะ ส่วนใหญ่เป็นต้นมังคุด และต้นมะพร้าวได้รับผลกระทบเช่นกันทำใหได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมากในปี พ.ศ. 2505 ชาวบ้าน มัสยิดต่างๆรอบปอเนาะช่วยกันก่อสร้างอาคารบาลายหลังใหม่และจัดทำผังปอเนาะนักเรียนชายและหญิงขึ้นใหม่
การสอนในระยะแรกที่บ้านทุ่งจีนนี้ ก็ยังคงสอนแบบปอเนาะดั้งเดิมแต่เพียงอย่างเดียว ต่อมาท่านได้ให้ลูกชายของท่านคือ อุสตัสฮัจยีฮุสเซน สุมาลี ซึ่งเคยผ่านการศึกษาฮาฟิสจากมักกะฮ์ ซาอุดิอารเบีย และศึกษาในระบบ Sekolah จากเมืองโกตาบารู รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย มาทำการช่วยสอนกับท่าน เพราะท่านต้องทำหน้าที่เป็นประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช และต้องเดินทางเยี่ยมเยือนและบรรยายตามมัสยิดในหมู่บ้านต่าง ๆ อยู่เสมอ ไม่สามารถอยู่ประจำได้ตลอดเวลา ท่านอุสตัสฮัจยีฮุสเซน เห็นว่า การเรียนศาสนาแบบปอเนาะดั้งเดิมซึ่งมีผู้เรียนที่หลากหลายอายุ และมีพื้นความรู้ที่แตกต่างกันมาก เป็นการเรียนตลอดชีวิต ไม่มีหลักสูตร เรียนให้จบตำราแต่ละเล่ม ไม่มีระยะเวลาที่กำหนดในการเรียน ไม่มีการแบ่งชั้นเรียน ไม่มีการสอบประเมินผลการเรียน เนื่องจากท่านได้เห็นการจัดการเรียนการสอนแบบโรงเรียน (Sekolah) ในประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นระบบที่ทันสมัย มีการจัดระดับชั้นเรียนตามอายุ มีหลักสูตรแบ่งเป็น วิชาต่างๆ มีการสอบประเมินผลเพื่อเลื่อนระดับชั้นเรียนและประเมินผลเพื่อการจบศึกษา และหลายปอเนาะในภาคใต้ตอนล่างของประเทศไทยก็เปิดสอนในระบบ Sekolah มาหลายปีแล้ว
ท่านอุสตัสฮัจยีฮุสเซน สุมาลี จึงได้ทำการขออนุญาตจากบิดาของท่าน ขอเปิดสอนระบบโรงเรียน (Sekolah) ควบคู่ไปกับการสอนในระบบปอเนาะด้วย โดยการสอนในระบบปอเนาะ ดำเนินการสอนโดยโต๊ะครูฮัจยียะโกบ สุมาลี ฮัจยีมูฮัมหมัดนูร (ครูแหวน) ประเสริฐดำ ครูอับบัส ระห่างภัย และครูมังโสด พิมพ์ประพันธ์ เป็นแกนนำ ส่วนการสอนในระบบโรงเรียนท่านอาจารย์ฮัจยีฮุสเซน สุมาลี จะรับผิดชอบสอนเอง โดยในระยะแรก ผู้มีส่วนสำคัญในการช่วยปฏิรูปการเรียนการสอนของท่านคือ อาจารย์ฮัจยี วินัย (ยูโซ๊บ) ตอเล็บ (ปัจจุบันพำนักอยู่ที่รัฐกลันตัน มาเลเซีย) เนื่องจากท่านอุสตัสฮัจยีฮุสเซน สุมาลี ไม่สันทัดในการใช้ภาษาไทยมากนัก โดยให้ครูยูโซ๊บ สอนนักเรียนหญิง ส่วนท่านจะสอนนักเรียนชาย
การเปิดโรงเรียนในระบบใหม่นี้ได้รับความนิยมจากบิดามารดาผู้ปกครองทั้งในจังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดต่างๆ เช่น สุราษฎร์ธานี ตรัง กระบี่ ภูเก็ต พังงา ระนอง เป็นต้น ตลอดจนจังหวัดต่างๆในภาคกลาง ส่งบุตรธิดามาเรียนมากขึ้นเป็นลำดับ ลำพังท่านและอาจารย์วินัย ตอเล็บ ไม่สามารถสอนได้ทั่วถึง ท่านจึงขอให้ศิษย์รุ่นพี่ที่เรียนในระบบปอเนาะ มาช่วยทำการสอนด้วย เช่น อาจารย์กริยา จันทร์ศรี (ต่อมาย้ายไปสอนที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย) อาจารย์เอกชัย (อิบรอเฮม) ดารากัย (อดีตประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช) อาจารย์ยะโกบ เบ็ญรอซูล (โต๊ะครูที่ตะกั่วป่า ระนอง) อาจารย์ไพศาล อับดุลลอฮ์ (ประธานกรรมการอิสลามจังหวัดระยอง) อาจารย์อิ่มรอน ประเสริฐดำ อาจารย์ยูนุส จันทร์ศรี อาจารย์สง่า (ครูเหยน) ดารากัย อาจารย์ขนาน หลานสัน อาจารย์การีม นิยมเดชา อาจารย์กริยา นิยมเดชา อาจารย์ ยูหนาน โต๊ะเตบ เป็นต้น
ลูกศิษย์รุ่นแรกของการสอนในระบบนี้ ได้รับการติดต่อไปสอนในต่างจังหวัดโดยการประสานงานของอาจารย์วินัย ตอเล็บ เช่น ไปสอนที่มัสยิดบ้านฮ่อ มัสยิดช้างคลาน จังหวัดเชียงใหม่ ไปสอนหลายมัสยิดที่กรุงเทพมหานคร เป็นต้น
บทบาทสำคัญอีกประการหนึ่งของอาจารย์วินัย (ยูโซ๊บ) ตอเล็บ คือการนำหลักสูตรคุรุสัมพันธ์มาเปิดสอนเป็นแห่งแรกในภูมิภาคของประเทศไทย ซึ่งแต่เดิมหลักสูตรนี้มีสอนและสอบเฉพาะในกรุงเทพฯและปริมณฑลเท่านั้น ที่จังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นหน่วยสอบที่ 18 ซึ่งมีโรงเรียนสันติธรรมมูลนิธิเป็นสถาบันประสานงานในเบื้องต้น
ปี พ.ศ. 2510 เป็นปีที่เริ่มเปลี่ยนแปลงระบบโรงเรียนครั้งใหญ่ เนื่องจากในปีนี้กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศให้โรงเรียนปอเนาะต้องแปรสภาพมาเป็นโรงเรียนเอกชนประเภทสอนศาสนาอิสลาม โดยรัฐบาลให้การสนับสนุนงบประมาณเป็นบางส่วน และให้มีการสอนภาคสามัญตามหลักสูตรการศึกษาผู้ใหญ่ ระดับ 3 (เทียบเท่าป.7) และ 4 (เทียบเท่าม.ศ.3) ปอเนาะจึงได้แปรสภาพตามนโยบายรัฐบาลดังกล่าว โดยโรงเรียนจดทะเบียนตามระเบียบราชการใช้ชื่อว่า โรงเรียนสันติธรรมศึกษา มีท่านอาจารย์ฮัจยีฮุสเซน สุมาลี เป็นเจ้าของ ผู้จัดการและครูใหญ่
ในการสอนภาคสามัญตามหลักสูตรศึกษาผู้ใหญ่นั้น ทางรัฐบาลได้ส่งข้าราชการครู ชื่อ อาจารย์อาชีพ เกิดทองมี มาเป็นอาจารย์สามัญคนแรก และท่านได้สอนที่โรงเรียนเป็นเวลายาวนาน นักเรียนหลายรุ่นเป็นลูกศิษย์ของท่าน
ปี พ.ศ. 2521–2523 ท่านอุสตัสฮัจยีฮุสเซน สุมาลี เห็นว่า การที่โรงเรียนจะเติบโตได้อย่างมีคุณภาพนั้น จะต้องทำให้มุสลิมในชุมชนทุกคนรู้สึกว่ามีส่วนร่วมในการพัฒนา ท่านจึงได้ดำริที่จะจัดตั้งเป็นมูลนิธิโดยท่านแจ้งว่าจะขอบริจาคที่ดินที่ตั้งของโรงเรียน (2 ไร่ครึ่ง) ในปอเนาะบริเวณที่ตั้งโรงเรียนและบาลาย เนื่องจากกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวเป็นของกองมรดกฮัจยะห์ฟาตีมะฮ์ สุมาลี เพื่อจะวากัฟให้กับมูลนิธิ และให้เป็นทุนจัดตั้งมูลนิธิตามเงื่อนไขของการจัดตั้งมูลนิธิ โดยมีเงื่อนไขว่าถ้ามูลนิธิได้รับการจัดตั้งสำเร็จ จากนั้นท่านจึงได้เชิญคณะศิษย์เก่า และคณะกรรมการมัสยิดรอบ ๆ ปอเนาะมาประชุมเพื่อปรึกษาในการจัดตั้งเป็นมูลนิธิ ที่ประชุมเห็นชอบและมอบหมายให้ท่านเป็นประธานฯ คณะกรรมการมูลนิธิในขณะนั้นประกอบด้วยกรรมการ 15 คน โดยผู้ที่ดำเนินการช่วยเหลือในการยื่นขออนุมัติในการจัดตั้งมูลนิธิ คือ อาจารย์วินัย (ยูโซ๊บ) ตอเล็บ ซึ่งขณะนั้นท่านทำงานที่กรุงเทพฯ เป็นผู้ให้การช่วยเหลือติดต่อประสานงานกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง
ในระหว่างการยื่นเรื่องขอจัดตั้งมูลนิธินั้น อาจารย์ฮัจยีฮุสเซน สุมาลี ผู้ยื่นจัดตั้งมูลนิธิ ได้กลับไปสู่พระเมตตาขององค์อัลเลาะห์ เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2523 โดยขณะนั้นมูลนิธิยังไม่ได้รับอนุมัติให้จัดตั้ง ดังนั้นเพื่อให้การบริหารกิจการของโรงเรียนดำเนินได้ต่อไป กรรมการมูลนิธิจึงได้แต่งตั้งให้ นายเอก ยากาลี เป็นผู้รับใบอนุญาต (เจ้าของ) ในนามของมูลนิธิ ฯ แทนอาจารย์ฮัจยีฮุสเซน สุมาลี แต่งตั้งให้นายกรียา กิจจารักษ์ เป็นผู้จัดการโรงเรียนและแต่งตั้งให้ นายนพรัตน์ (นาอีม) สุมาลี เป็นครูใหญ่ และแต่งตั้งให้นายอิบรอเหม (เอกชัย) ดารากัย เป็นประธานกรรมการมูลนิธิต่อจากนั้นอีก 7 เดือนต่อมามูลนิธิจึงได้รับการอนุมัติจัดตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ 2523
จากนั้นเป็นต้นมา โรงเรียนก็มีการบริหารงานโดยคณะกรรมการมูลนิธิมุสลิมสันติธรรมมูลนิธิ โดยโรงเรียนได้มีพัฒนาการด้านต่างๆมาอย่างต่อเนื่องตามลำดับดังนี้
ปี พ.ศ. 2524 ชมรมมุสลิม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ และชมรมนักศึกษามุสลิมภาคใต้ 10 สถาบัน ได้จัดให้มีค่ายอาสาพัฒนา สร้างอาคารเรียนกึ่งถาวร 1 หลัง โดยใช้งบประมาณจากทบวงมหาวิทยาลัย จำนวน 150,000 บาท
ปี พ.ศ. 2526 คณะกรรมการบริหารมูลนิธิ มีมติยกเลิกการสอนหลักสูตรศึกษาผู้ใหญ่ ระดับ 3 และระดับ 4 โดยให้ใช้หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้นแทน
ปี พ.ศ. 2529 เช็คฮุสเซน ซักกลัวร์ จากประเทศซาอุดิอาระเบีย บริจาคเงินจำนวน 2,500,000 บาท เพื่อสร้างอาคารเรียนถาวร 2 ชั้น จำนวน 1 หลัง (อาคาร 1) โดยมีนายเภาซี ฮาลาบี เป็นผู้ประสานงาน และมูลนิธิมีมติให้เปลี่ยนชื่อโรงเรียนจากโรงเรียนสันติธรรมศึกษา เป็นโรงเรียนมุสลิมสันติธรรมมูลนิธิตามชื่อของมูลนิธิ
ปี พ.ศ. 2531 คณะกรรมการมูลนิธิมุสลิมสันติธรรมมูลนิธิได้มอบที่ดินบางส่วนให้แก่คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดนครศรีธรรมราชเพื่อจัดสร้างสำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช
ปี พ.ศ. 2535 สร้างอาคารถาวร 2 ชั้น 1 หลัง (อาคาร....) โดยใช้งบประมาณของโรงเรียน
ปี พ.ศ. 2536 ฮัจยีฟาเดล บิน ฮัจยียะโกบ บุตรชายคนสุดท้องของท่านโต๊ะครูฮัจยียะโกบ กับฮัจย๊ะห์ฟาตีมะฮ์ ซึ่งอยู่ที่เมืองโกตาบารู รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ได้เห็นความเจริญก้าวหน้าของโรงเรียน ท่านจึงได้แสดงความประสงค์จะจัดซื้อที่ดินที่อยู่ในบริเวณปอเนาะทั้งหมดซึ่งเป็นกองมรดกของฮัจยะห์ฟาตีมะห์ สุมาลี ซึ่งมีพี่น้องของท่าน 4 คน ที่มีสิทธิ ได้แก่ ฮัจยะห์กัลโสม ยากาลี ฮัจยะห์มารีหยาม นุกุล ฮัจยีฮัสบุลเลาะห์ บินฮัจยียะโกบ และตัวท่านเอง โดยท่านตั้งใจจะวากัฟให้แก่มูลนิธิฯนำไปใช้ประโยชน์ในการบริหารกิจการของโรงเรียน
ปี พ.ศ. 2536 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน โดยกระทรวงศึกษาธิการให้โรงเรียนเอกชนสอน
ศาสนาอิสลามควบคู่กับวิชาสามัญตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2525 มาตรา 15 ( 2 ) หากโรงเรียนใดมีความพร้อม และมีความประสงค์ที่จะขออนุญาตเปลี่ยนแปลงสภาพโรงเรียน มาเป็นมาตรา 15 (1) เนื่องจากโรงเรียนนี้บริหารงานโดยมูลนิธิและนักเรียนส่วนใหญ่ก็อยู่ในฐานะยากจน คณะกรรมการมูลนิธิ และคณะผู้บริหารโรงเรียนจึงเห็น ชอบให้เปลี่ยนสภาพโรงเรียน จากมาตรา 15 ( 2 ) มาเป็นโรงเรียน ตามมาตรา 15 ( 1 ) ประเภทการกุศลของมูลนิธิ ตามใบอนุญาต เลขที่ 119/2536 ลงวันที่ 3 มิถุนายน 2536 เพื่อโรงเรียนสามารถรับการอุดหนุนงบประมาณจากรัฐบาลได้ 100% โดยไม่ต้องเรียกเก็บค่าเล่าเรียนจากนักเรียน
ปี พ.ศ. 2538 ได้รื้ออาคารบาลายหลังเก่า แล้วสร้างขึ้นใหม่ชั้นบนเป็นสถานที่ละหมาด ชั้นล่างเป็นสำนักงานโรงเรียน และห้องพักครู
ปี พ.ศ. 2539 โรงเรียนได้รับงบประมาณอุดหนุนจากกระทรวงศึกษาธิการ 100%
ปี พ.ศ. 2541 ได้รื้ออาคารที่สร้างโดยชมรมมุสลิม ฯ เมื่อปี พ.ศ. 2524 เพื่อสร้างอาคาร 3 ชั้น (อาคาร 5)
ปี พ.ศ. 2542 ได้จัดซื้อที่ดินของฮัจยีการีม เต็งหิรัญ (อยู่ที่กรุงเทพและเคยเป็นศิษย์เก่าของปอเนาะโต๊ะครูฮัจยียะโกบ สุมาลี) มีพื้นที่........ไร่...........งาน เพื่อจะขยายเปิดรับนักเรียนในระดับประถมศึกษา
ปี พ.ศ. 2543 จัดสร้างอาคารเรียน 3 ขั้น 1 หลัง (อาคาร1) บนที่ดินที่จัดซื้อใหม่ เพื่อเปิดรับนักเรียนในระดับประถมศึกษา
ปี พ.ศ. 2544 เปิดรับสมัครนักเรียนระดับประถมศึกษาเป็นปีแรกและได้มอบหมายให้อาจารย์ประยุทธ์ สุมาลี เป็นผู้ดูแลการเรียนการสอนฝ่ายประถมศึกษา
ปี พ.ศ. 2547 เปิดรับสมัครนักเรียนในระดับอนุบาลศึกษาเป็นปีแรก
ปี พ.ศ. 2547 คณะกรรมการมูลนิธิฯ ต้องการให้ฮัจยีฟาเดล บินฮัจยียะโกบ ทำสัญญามอบที่ดินวากัฟทั้งหมดให้แก่มูลนิธิฯ ฮัจยีฟาเดล บิน ฮัจยียะโกบ แจ้งว่า ตามหลักศาสนาผู้วากัฟต้องกำหนดเงื่อนไขให้ผู้รับวากัฟ (นาซีร) ต้องปฏิบัติ แต่ปรากฏว่ากรรมการมูลนิธิ ไม่ยอมรับเงื่อนไขการวากัฟของท่าน ทำให้ฮัจยีฟาเดล ขอคืนที่ดิน 2.5 ไร่ ที่อุสตัสฮัจยีฮุสเซน สุมาลี สัญญาว่าจะให้แก่มูลนิธิ ถ้ามูลนิธิสามารถจัดตั้งได้สำเร็จ แต่ปรากฏว่าอุสตัสฮัจยีฮุสเซน สุมาลี ได้เสียชีวิตก่อนที่ทางราชการจะอนุมัติให้จัดตั้งมูลนิธิและอุสตัสฮัจยีฮุสเซน สุมาลี ก็ยังไม่ได้ขอสิทธิ์จากพี่น้อง 4 คนที่มีสิทธิ์บนที่ดินดังกล่าว แต่คณะกรรมการมูลนิธิ ไม่ยอมคืนที่ดินดังกล่าวให้แก่ ฮัจยีฟาเดล บิน ฮัจยียะโกบ เพื่อจะมอบให้กับคณะบุคคลอื่นที่มาบริหารโรงเรียนบนที่ดินวากัฟของท่านแทน แต่กรรมการมูลนิธิอ้างว่า อุสตัสฮัจยีฮุสเซน สุมาลี ได้แบ่งที่ดินให้กับพี่น้องทุกคน (รวม 7 คน) และได้แบ่งที่ดิน 2.5 ไร่ ให้กับมูลนิธิแล้ว ก่อนที่ท่านจะเสียชีวิต
เนื่องจากปัญหาการวากัฟเป็นปัญหาทางศาสนาอิสลาม ทำให้ฮัจยีฟาเดลและทายาทของอุสตัสฮัจยีฮุสเซน สุมาลี จึงดำเนินการทางศาสนาเพื่อให้ผู้รู้ในหลักการศาสนาพิจารณาตัดสินข้อพิพาทดังกล่าว 2 ขั้นตอนตามลำดับ ดังนี้
1. เดือนตุลาคม 2547 ได้ขอให้โต๊ะครูมูฮำหมัดนูร ประเสริฐดำและโต๊ะครูฮัจยีอาหลี มัชมูมาศ ผู้มีความรู้ศาสนามากที่สุดในจังหวัดนครศรีธรรมราชในขณะนั้นเป็นผู้พิจารณาตัดสินข้อพิพาท โต๊ะครูทั้งสองฝ่ายได้ตัดสินว่า ที่ดินฮัจยีฮุสเซน สุมาลี สัญญาว่าจะให้ยังไม่ถือว่าเป็นวากัฟตามหลักการศาสนาอิสลาม
คำตัดสินดังกล่าวข้างต้นของโต๊ะครูทั้งสองท่าน คณะกรรมการมูลนิธิฯไม่ยอมรับ ทำให้ทายาทอุสตัสฮัจยีฮุสเซน สุมาลี เสนอให้สำนักจุฬาราชมนตรีซึ่งเป็นองค์กรสูงสุดของระบบการบริหารกิจการอิสลามในประเทศไทยพิจารณาวินิจฉัยอีกครั้ง
2. สำนักจุฬาราชมนตรีได้มอบหมายให้คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักจุฬาราชมนตรี รับผิดชอบพิจารณาตัดสินข้อพิพาทเรื่องนี้ โดยได้มอบหมายให้อาจารย์ อรุณ (การีม) วันแอเลาะ เป็นประธานพิจารณาตัดสิน และเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 สำนักจุฬาราชมนตรีก็ได้วินิจฉัยปัญหาดังกล่าว ดังนี้
2.1 การวากัฟของฮัจยีฟาเดล บินฮัจยียะโกบ นั้นถูกต้องตามหลักการศาสนาอิสลาม คณะกรรมการมูลนิธิฯ ในฐานะนาซีร (ผู้ดูแล) ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขทุกประการ
2.2 ที่ดิน 2.5 ไร่ ที่อาจารย์ฮัจยีฮุสเซน สุมาลี สัญญาว่าจะมอบให้มูลนิธินั้นไม่ถือเป็นการวากัฟ เพราะขณะนั้นมูลนิธิมุสลิมสันติธรรมมูลนิธิยังไม่มี
พ.ศ. 2549 นายเอก เอกอารีสกุล ผู้ลงนามแทนผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนเสียชีวิต ที่ประชุมกรรมการมูลนิธิ มีมติแต่งตั้งให้นายเอกชัย ดารากัย เป็นผู้ลงนามแทนผู้รับใบอนุญาตโรงเรียน
พ.ศ. 2551 ทายาทอุสตัสฮัจยีฮุสเซน สุมาลี ทำหนังสือขอให้คณะกรรมการมูลนิธิ ยอมรับการตัดสินของสำนักจุฬาราชมนตรี แต่คณะกรรมการมูลนิธิมุสลิมสันติธรรมมูลนิธิ ไม่ยอมรับการวินิจฉัยตามหลักการศาสนาอิสลามของสำนักจุฬาราชมนตรี
พ.ศ. 2552 ทายาทฮัจยีฮุสเซน สุมาลี จึงขอให้คณะกรรมการมูลนิธิมุสลิมสันติธรรมมูลนิธิและ ผู้ลงนามแทนผู้รับใบอนุญาตโรงเรียน (นายเอกชัย ดารากัย) และผู้จัดการโรงเรียน (นายกริยา กิจจารักษ์) ลาออกจากคณะกรรมการมูลนิธิและจากการบริหารโรงเรียนเนื่องจากไม่ยอมรับการวินิจฉัยตามหลักการศาสนาอิสลาม ถือว่าปฏิเสธบทบัญญัติของศาสนาอิสลาม จึงไม่สมควรบริหารโรงเรียนที่สอนศาสนาอิสลามได้
พ.ศ. 2556 ตัวแทนทายาทอุสตัสฮัจยีอุสเซน สุมาลี ได้ขอให้ตัวแทนจากงานนิติกร กระทรวงศึกษาธิการได้เข้ามาตรวจสอบการทุจริตเงินอุดหนุนโรงเรียน ปรากฏว่าได้ตรวจพบการทุจริตยักยอกเงินอุดหนุนโรงเรียนของผู้รับใบอนุญาตโรงเรียน และผู้จัดการโรงเรียนหลายรายการ
พ.ศ. 2556 ทายาทโต๊ะครูฮัจยียะโกบ สุมาลี ขออนุมัติจังหวัดนครศระรรมราชเพื่อจัดตั้งมูลนิธิโต๊ะครูฮัจยียะโกบ สุมาลี เพื่อบริหารจัดการที่ดินวากัฟของฮัจยีฟาเดล หะยียะโกบ ที่มูลนิธิมุสลิมสันติธรรมมูลนิธิไม่ยอมรับการวากัฟ มูลนิธินี้มีนายนเรศน์ สุมาลี บุตรชายคนโตของฮัจยีฮุสเซน สุมาลี เป็นประธานได้รับการอนุมัติจัดตั้งเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ.2556
พ.ศ. 2558 ตัวแทนทายาทอุสตัสฮัจยีฮุสเซน สุมาลี ได้ร้องเรียนเรื่องการทุจริตยักยอกเงินอุดหนุนโรงเรียนไปยังหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบตรวจสอบ 3 หน่วยงาน ได้แก่
1. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเขตนครศรีธรรมราช เขต 1
2. สำนักงานคณะกรรมส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.)
3. สำนักงานตรวจสอบพิเศษภาค 14 สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน
โดยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฯได้แจ้งให้ผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนและผู้จัดการโรงเรียนคืนเงินค่าจัดซื้ออินทผาลัมที่นำไปใช้จ่ายไม่ถูกต้องตามระเบียบราชการ
พ.ศ. 2559 นายนพรัตน์ สุมาลี ผู้อำนวยการโรงเรียนเป็นโจทก์ฟ้องแพ่งต่อศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช ให้ถอดถอนนายเอกชัย ดารากัย ออกจากผู้รับใบอนุญาตโรงเรียน และถอดถอนนายกริยา กิจจารักษ์ ออกจากผู้จัดการโรงเรียน เนื่องจากทั้งสองได้ทุจริตยักยอกเงินโรงเรียนหลายรายการ คดีนี้ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นความผิดทางอาญา ส่วนความผิดทางแพ่งมีกฎหมายระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการกำกับอยู่แล้วให้ดำเนินการร้องเรียนหน่วยงานที่รับชอบโดยตรงถ้าต้องการให้ศาลพิจารณาจะต้องฟ้องใหม่ให้ฟ้องทางอาญา
พ.ศ. 2559 นายนิรันดร์ สุมาลี ในฐานะกรรมการมูลนิธิฯ เป็นโจทก์ฟ้องถอดถอนคณะกรรมการมูลนิธิมุสลิมสันติธรรมมูลนิธิ ทั้งคณะ ต่อศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช เนื่องจากคณะกรรมการมูลนิธิ ได้กระทำความผิดต่อตราสารมูลนิธิ หลายประการ คดีนี้ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ทำการเจรจาไกล่เกลี่ยให้ฝ่ายผู้ร้องและผู้ถูกร้องแต่งตั้งกรรมการมูลนิธิขึ้นใหม่ ให้มีกรรมการฝ่ายละครึ่ง (ฝ่ายละ 10 คน) โดยไม่ให้มี นายกริยา กิจจารักษ์ ที่เป็นผู้มีปัญหาในการทำความผิดมากที่สุด เข้ามาร่วมเป็นกรรมการชุดใหม่
พ.ศ. 2560 ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชได้แต่งตั้งกรรมการมูลนิธิมุสลิมสันติธรรมมูลนิธิ ชุดใหม่ขึ้น เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2560 มีจำนวน 21 คนในการแต่งตั้งกรรมการมูลนิธิชุดใหม่นี้ ฝ่ายกรรมการชุดเก่าไม่ได้หารือกับกรรมการชุดใหม่ในการแต่งตั้งกรรมการตำแหน่งต่างๆ โดยกรรมการชุดเก่าได้แต่งตั้งฝ่ายตัวเองอยู่ในตำแหน่งสำคัญในการบริหารงานมูลนิธิ เช่น ให้แต่งตั้งนายเอกชัย ดารากัย เป็นประธานกรรมการ และแต่งตั้งนายณัฐกรณ์ ไชยเภท เป็นเลขานุการ
พ.ศ. 2561 เกิดปัญหาการบริหารกิจการมูลนิธิ เนื่องจาก ประธานคณะกรรมการมูลนิธิฯ และเลขานุการมูลนิธิ ไม่ยอมเปิดการประชุมกรรมการมูลนิธิ หรือเมื่อเปิดประชุมก็สั่งปิดประชุม เนื่องจากฝ่ายกรรมการชุดเก่ามีเสียงน้อยกว่าฝ่ายกรรมการชุดใหม่จึงกลัวว่าไม่สามารถคุมเสียงกรรมการให้เห็นชอบมติที่ฝ่ายตนเองต้องการได้ ทำให้โรงเรียนมีปัญหาในการบริหารงาน เช่น โรงเรียนไม่สามารถแต่งตั้งกรรมการบริหารโรงเรียนที่ถูกต้องตามกฎหมายมาบริหารกิจการโรงเรียนได้
พ.ศ. 2561 กรรมการมูลนิธิฝ่ายเสียงข้างมาก จึงได้เป็นโจทก์ฟ้องแพ่งต่อศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช ให้ถอดถอนประธานกรรมการมูลนิธิ (นายเอกชัย ดารากัย) และเลขานุการมูลนิธิ (นายณัฐกรณ์ ไชยเภท) เนื่องจากทั้งสองไม่ยอมเปิดประชุมกรรมการมูลนิธิ ถือว่ากระทำผิดต่อตราสารของมูลนิธิ
พ.ศ. 2562 คดีนี้ฝ่ายจำเลยได้ขอเจรจายอมความโดยยอมเปิดประชุมและให้ที่ประชุมได้มีมติสำคัญ ดังนี้
1. ให้นายนิรันดร์ สุมาลี เป็นประธานกรรมการมูลนิธิ แทนนายเอกชัย ดารากัย
2. ให้นายณัฐกรณ์ ไชยเภท เป็นผู้จัดการโรงเรียน แทนนายกริยา กิจจารักษ์
3. ให้กรรมการมูลนิธิทั้งหมดอยู่ในตำแหน่ง 4 ปีโดยไม่ต้องมีการหยิบฉลากออกตามตราสารมูลนิธิ
พ.ศ. 2563 เป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงการบริหารกิจการโรงเรียนครั้งใหญ่ ที่ประชุมกรรมการบริหารมูลนิธิชุดใหม่ที่มีนายนิรันดร์ สุมาลี เป็นประธานได้เปิดประชุม ประชุมเมื่อวันที่............ ที่ประชุมมีผู้เสนอและได้มีการพิจารณาความผิดและอภิปรายความผิดของนายเอกชัย ดารากัย หลายประการ ทำให้ที่ประชุมมีมติปลดนายเอกชัย ดารากัย ผู้ลงนามแทนผู้รับใบอนุญาตโรงเรียน และแต่งตั้งนายนิรันดร์ สุมาลี เป็นผู้ลงนามแทนผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนแทน และมีผู้เสนอให้พิจารณาความผิดและอภิปรายความผิดของนายณัฐการณ์ ไชยเภท หลายประการ ที่ประชุมจึงมีมติปลดนายณัฐกรณ์ ไชยเภท ออกจากผู้จัดการโรงเรียน และแต่งตั้งนายชากีรีน สุมาลี เป็นผู้จัดการโรงเรียนแทน
-ที่ประชุมกรรมการมูลนิธิฯ มีมติแต่งตั้งกรรมการบริหารโรงเรียนชุดใหม่ ประกอบด้วย
1. นายนิรันดร์ สุมาลี ผู้ลงนามแทนผู้รับใบอนุญาต เป็นประธานกรรมการ
2. นายนพรัตน์ สุมาลี ผู้อำนวยการโรงเรียน เป็นรองประธานกรรมการ
3. นายชากีรีน สุมาลี ผู้จัดการโรงเรียน เป็นกรรมการและเลขานุการกรรมการ
4. นางจินตนา สุมาลี ผู้แทนผู้ปกครอง เป็นกรรมการ
5. นางสาวยุสรา สุมาลี ผู้แทนครู เป็นกรรมการ
6. นายปราโมทย์ มะหมัด ผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นกรรมการ
7. นายอณุรักษ์ ดารากัย ผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นกรรมการ
พ.ศ. 2563 ในการประชุมคณะกรรมการบริหารโรงเรียนครั้งที่......./2563 เมื่อวันที่.........ที่ประฃุมได้มีมติสำคัญในการพัฒนาโรงเรียนหลายประการ ดังนี้
1. ปรับปรุงตราสารโรงเรียนฉบับใหม่ และตราระเบียบโรงเรียน 9 ฉบับ ดังนี้
1.1 ระเบียบโรงเรียนว่าด้วย การทำงานของครูและบุคลากร
1.2 ระเบียบโรงเรียนว่าด้วย การแต่งกายนักเรียน
1.3 ระเบียบโรงเรียนว่าด้วย การวัดและประเมินผลการเรียนรู้
1.4 ระเบียบโรงเรียนว่าด้วย การลงโทษนักเรียน
1.5 ระเบียบโรงเรียนว่าด้วย ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน
1.6 ระเบียบโรงเรียนว่าด้วย การแต่งกายนักเรียน
1.7 ระเบียบโรงเรียนว่าด้วย การใช้สมาร์ทโฟนในโรงเรียน
1.8 ระเบียบโรงเรียนว่าด้วย กองทุนประกันสุขภาพนักเรียนครูและบุคลากร
1.9 ระเบียบโรงเรียนว่าด้วย ธนาคารโรงเรียน
2. มีนโยบายให้โรงเรียนขยายกิจการแบ่งออกเป็น 4 ฝ่าย 4 แห่ง ให้แต่ละฝ่ายแยกบริเวณฝ่ายออกจากกัน โดยให้อยู่ใกล้ๆ กันดังนี้
2.1 ฝ่ายอนุบาลศึกษา
2.2 ฝ่ายประถมศึกษา
2.3 ฝ่ายมัธยมศึกษา
2.4 ฝ่ายปอเนาะ
3. จัดซื้อที่ดิน 2 แปลง
3.1 ซื้อที่ดินตรงข้ามกับโรงเรียนระดับประถมศึกษา จำนวน….ไร่…..งาน…...ราคา…… เพื่อใช้สำหรับสร้างอาคารเรียนระดับอนุบาลศึกษา
3.2 ซื้อที่ดินข้างโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาจำนวน 3 ไร่ 1 งาน ราคา 4,500,000 บาท ใช้สำหรับฟื้นฟูปอเนาะโต๊ะครูแก่
4. นำระบบ Application Mis School มาใช้ในการบริหารงานส่วนต่างๆของโรงเรียนทำให้โรงเรียนสามารถบริหารงานในระบบออนไลน์ได้
5. เห็นชอบหลักสูตรระดับมัธยมศึกษาตอนปลายให้นักเรียนสามารถเลือกเรียน แผนการเรียนวิทย์-คณิต และศิลปภาษาออกเป็น 7 แผนการเรียน
5.1 แผนการเรียนวิทย์-คณิต มีให้เลือกเรียน 3 แผน ดังนี้
1. แผนวิทย์- สุขภาพ
2. แผนวิทย์-กายภาพ
3. แผนวิทย์-คอมพิวเตอร์
5.2 แผนการเรียนศิลป์-ภาษา มีให้เลือกเรียน 4 แผนดังนี้
1. แผนศิลป์-ภาษา
2. แผนศิลป์-คำนวณ
3. แผนศิลป์-วิชาชีพ (วิชาชีพไปเรียนที่ศูนย์วิชาชีพของรัฐบาล)
4. แผนศิลป์-อิสลามศึกษา
6. จัดตั้งธนาคารนักเรียน
รอยฮาน บิน ฮัจยีฮุสเซน สุมาลี